ฉันตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าตัวเองอยู่ในห้องโทนสีขาว

มองผ่านประตูกระจกบานใหญ่ออกไปเป็นทะเลที่เงียบสงบ..

ที่กระจกมีไอน้ำเกาะอยู่ไม่หนาจนเกินไป พอที่จะมองออกไปเห็นอะไรๆ ข้างนอกได้..

ฉันเดินไปหยิบถ้วยกาแฟใบโปรดมาชงในแบบรสชาดที่ฉันพอใจ ควันของกาแฟลอยมาเตะจมูก ชื่นใจๆ

ระหว่างนั้นในมือของฉันมีเจ้า iPod สุดที่รักกำลัง shuffle เพลงใน Top rated list ของฉัน นั่นก็พลาดไม่ได้แน่ๆ กับเพลง เทนติงส์ ทะเลก็ใกล้ เธอก็เศร้า ท้องฟ้าเปลี่ยนสี ..ทั้งอัลบั้ม Everything i sea ของเจี๊ยบ วรรธนา เลยน่าจะดีกว่า..รวมไปถึงเพลงแนว bossa ที่ขนกันมาเข้าคิวต้องรับเช้าอันสดชื่นของฉัน

ฉันมีความสุขจัง…

แล้วก็มีเสียงเคาะประตูฉันชะงักเล็กน้อย

มีเสียงใครคนนึงลอดเข้ามา..

นี่มันจะเก้าโมงแล้วนะ ไม่ไปทำงานหรอ… แม่ฉันเองตะโกนถาม

ฉันลืมตาเด้งดึ๋งขึ้นมา มองนาฬิกา..และลุกไปอาบน้ำ

คอตก..บอกกะตัวเองว่า เออ ไปทำงานก็ได้ (วะ)

“เมื่อฝนมา..เธอก็มา…แต่ไม่มาเปล่า..เธอมากับเขา….ฉันไม่มีวันที่จะเข้าใจ”

เสียงเพลงนี้ผ่านออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ข้างหูของฉัน เสียงร้องผู้ชายคนนั้นมันทำให้คนฟังทางนี้หัวใจละลายไปแล้ว เค้าร้องสด พร้อมเล่นกีตาร์ในมือเค้าไป พร้อมกับเนื้อร้องบางช่วงที่หายไป เและ ฮึมฮัม แทนช่วงที่หายไปตรงนั้น และบอกว่า อืม ตรงนี่ยังไม่ได้ใส่เนื้อร้องเลย..

ก่อนหน้าที่จะได้ฟังเพลงนี้ หนึ่งใน contact list ที่ msn ของฉันเค้าขึ้น display ว่า

..”เพลงต่อไป ฝนมา เพราะถึงตาย”

ฉันอดสงสัยไม่ได้ จึงทักไป ว่า “เพลงไรหรอคะพี่”

พี่คนใน contact msn ของฉันตอบมา “ชื่อเพลงฝนมา น่ะ”

ฉันยังคงจำไมกับพี่เค้าต่อไป “เพลงช้าหรอคะพี่”

“ใช่จ้ะ”

“จิงดิๆ โห อยากฟังๆๆ เมื่อไหร่ออกอ่ะเนี่ย” ฉันเซ้าซี้ต่อ

พี่เค้าตอบมาว่า “อยากฟังจิงหรอ”

ฉันบอกพี่เค้าไป “จิงดิคะ”

ประโยดที่พี่เค้าตอบกลับมาทำให้ฉันแทบลมจับ

“โทรมาดิ จะร้องให้ฟัง”

…….. ฉันพิมพ์ต่อไม่ถูก ค้นเบอในโทรศัพท์ เห้ย ไม่มีนี่หว่า นึกว่ามี

ตั้งสติแล้วพิมต่อกลับไปว่า

“อาเบอร์มาจิ้จะโทรไปอ่า ให้จิงหยอออออ” (แค่คุยเอ็มก้อดีจะแย่แล้วพี่ขา)

พี่เค้าก็พิมพ์ตอบกลับเบอร์มา พร้อมบอกว่า เอ้า โทรมาร้องรอบเดียวนะ

แล้วฉันก็โทรไป..พบกับตัวจริง เสียงจริงของ พี่โจ้

พี่โจ้ ร้องจนจบเพลง อย่างที่บอกไป เพลงฝนมา ณ เวลานั้นมันยังไม่เสร็จดี บางช่วงยังไม่มีเนื้อจริงๆ พี่โจ้ก็ได้แต่ฮึมฮัมไป มันเป็นเพลงที่ร้องสดกับกีตาร์ที่เพราะมี่สุดตั้งแต่เคยฟังมา ฮ่าๆๆ

รายละเอียดไว้จะมาเล่าตอนเพลงออกมาแล้วกันนะคะ

เพราะถ้าเล่าตอนนี้อาจจะไม่ดี

ขอบคุณพี่โจ้ Joey Boy นะคะ ที่ร้องให้ฟัง ไม่รู้เหมือนกันว่ามีแฟนคลับอีกกี่คนที่ได้ฟังแบบนี้เหมือนกัน แต่เชื่อว่าถ้ามี เราคงรู้สึกไม่ต่างกัน มันชอบตั้งแต่พี่ยังไม่ทันจะร้องอยู่แล้วอ่ะค่ะ

เชื่อว่า เพลง ฝนมา คงจะได้ ติดหู ติดอันดับกับเค้าแน่นอน

^^

ทุกวันนี้ก็ได้แต่เฝ้ารอค่ะว่า “เมื่อไหร่ฝนจะมา?”

รอบนี้ขอกลับมาสรรเสริญรีสอร์ทน่ารัก ชื่อ Ohana อีกครั้ง

ครั้งนี้ไม่ได้ไปคนเดียวค่ะ แต่มี “เพื่อน” ไปด้วย รอบนี้ขอเอารูปที่ถ่ายมา ลงเพิ่มด้วยละกันนะ

ชอบจริงๆค่ะที่นี่ ไปมาสามรอบเห็นจะได้

ขอบคุณ คุณตะ ด้วยน้า :) ใจดีและสุภาพเสมอมาค่ะ

เอาภาพมาฝากอย่างเดียวละกันนะคะ

ohana-1ohana-2ohana-3ohana-7

จะเรียกว่านี่คือ การรีวิว ดีมั้ยน้อ? ถ้าใช่ก้อคงเป็น มินิ ด้วยค่ะ

เอาเป็นว่าขอเข้า concept ส่วนตัวที่ชอบเรียกการมาเล่าสู่กันฟังตรงนี้ว่าการ แชร์ ละกันนะคะ

ไปเที่ยวชะอำมา และได้มีโอกาสไปพักที่ “บ้านป๊ากะม๊า”

ส่วนตัวเลย อยากไปที่นี่มานานมากแล้วเพราะเพื่อนส่งลิ้งค์มาให้ อันดับแรกเลยที่สะดุดตาเพราะ มันราคาค่อนข้างรับได้สำหรับคนฐานะบ้านๆ อย่างเรา คือเคยแต่เพ้อฝันหา พวก let’s sea ไรประมาณนั้น

ได้ยินมาว่า การรีวิวบางครั้งเนี่ยมีการปั่นกัน หรือว่าจ้างมาให้รีวิว แต่สำหรับเราตรงนี้ ไม่มีใครมาจ้าง ออกตัวเลยละกันว่า ขอเม้นต์แบบตรงไปตรงมานะคะ หวังว่าคงไม่โดนข้อหาอะไรเน้อะ

ก่อนอื่นเลย เข้าไปดูลิ้งค์เวบไซต์ของที่พักที่นี่ก่อนละกันนะคะ

http://www.chaambeach.com/booking_online/pa_ka_ma/

ได้ยินมาว่า ที่นี่เต็มตลอด เลยต้องจวงล่วงหน้าประมาณ 2 – 3 อาทิตย์เลยทีเดียว แต่ด้วยความอยากไป เอาก็เอา

โดย รวมถือว่า ราคาและห้องพักค่อยข้างดีมากนะคะ แทบไม่มีที่ติเลย การให้บริการเมื่อไปถึงดีมากๆ น้องที่มารับก็น่ารักมากๆค่ะ ประทับใจจริงๆค่ะ

ห้องพัก สะอาดและหอม ผ้าทุกชิ้นหอมสะอาดมากๆ

แต่

แต่

แต่ ก็มีข้อ เสียเหมือนกัน ไม่รู้นะ เราเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยรึปล่าวไม่รู้ คือ เริ่มตั้งแต่ตอนจองเนี่ย คนที่รับสายเนี่ย พูดจา เฉยชามาก ไม่ได้ไม่สุภาพนะคะแต่ฟังไร้อารมณ์ไม่ค่อยอยากจะ service เท่าไหร่ อาจจะเป็นเจ้าของมั้งคะ คือ แทบจะไม่จองเลยอ่ะดูหยิ่งมากๆ แต่ต่างกะน้องที่โทรมาถามว่าจะเข้าพักกี่โมง น้องผู้หญิงคนที่ออกมารับ พาไปส่งที่ห้องนี่น่ารักมากทั้งตอนคุยและตอนต้อนรับ ขอชื่นชมค่ะ หน้าตาน่ารักด้วย

ถ้าคุณผู้ชายที่รับจองตรงนี้ปรับปรุงการพูดได้น่าจะดีมากๆค่ะ เพราะโดยรวมมันก็ดีมากแล้วค่ะ

เกือบ ลืม ตอนบอกให้เราโอนเงินก่อน ตอนเราโทรกลับไปบอกว่าเราโอนไปแล้ว นี่ พูดแบบเป็นชุดๆ เน้นเราว่าถ้ายกเลิกไม่คืนเงินทั้งหมด ทั้งที่ค่าจองโอนล่วงหน้าเราก้อโอนเต็มนะ แต่เราอ่านในเวบ ทางที่พักเองก็ลงไว้นี่นาว่า คืนแต่ต้องแจ้งล่วงหน้า 1 สัปดาห์ เรา งง ไปเลย ทำไมต้องขู่กันขนาดนี้

ก็มีเท่านี้แหละค่ะ ไม่รู้คนอื่นเจอมั้ย แต่เพื่อนๆคนอื่นก็ลองดูนะคะ อาจไม่เจออย่างเรา รวมๆ ไม่เลวร้ายหรอกค่ะ บางคนที่เค้าเคยลงรีวิวไว้ก็จะอึดอัดกับพวกป้ายห้ามนั่นนี่ แต่ก็ดีค่ะ จะได้ระวัง ^^

ขอทิ้งท้ายด้วยรูปที่ถ่ายมานะคะ

washyourfeet

socleannoelevator

showerroom

thebed

corneroftheroom

keyoftheroom

”อ้าว วันนี้เดินมาที่รถคนเดียวหรอ แห้วกลับไปแล้วหรอ”..เสียงซาลาเปาตะโกนถามดังลั่นออกมาจากเมอซิเดสคันนั้น

“อื้อ วันนี้แห้วไปสยามกับพี่ชายน่ะ บ้ายบาย ซาลาเปา” ลูกชิ้นตอบไปอย่าง งงๆ และก็คิดในใจว่า เออ แฮะ ไม่ได้เดินมาที่รถคนเดียวบ่อยเท่าไหร่นัก เพราะต้องมีแห้วเพื่อนรักมาด้วยเสมอ แทบทุกวันก็ว่าได้

ลูกชิ้น คีพ วอค กิ้ง จนกระทั่งต้องชะงักเพราะเงยหน้าขึ้นมาสะดุดกับใครคนนึงในระยะห่างกันประมาณ 50 เมตรเห็นจะได้

คนที่ว่านี้ไม่ค่อยได้มีโอกาสเจอบ่อยนัก แต่ปลื้มเค้าคนนั้นเหลือเกิน และก็เกิดอาการลังเล สับสน จะไหว้เค้าดีมั้ย จะทักดีมั้ย โอ้ย แห้ๆ แต่ในขณะเดียวกัน เค้าคนนั้นก้อเหมือนจะเห็นลูกชิ้นเข้าแล้ว “เอาวะ ไหว้ก้อไหว้” คิดในใจ พร้อมกับเดินตรงไปตามทางและฟ้าช่างเป็นใจพี่เค้าก็เดินตรงมาหาหลงจากรับไหว้แล้วเช่นกัน

“สวัสดีค่ะ” พร้อมก้มหัวกลมๆ และตัวกลมๆ ไหว้พี่เค้าอย่างนบนอบ คาดว่าตอนนั้นตรูคงยิ้มเห็นฟันครบหมดปากไปแล้ว

“คร้าบ หวัดดีครับ .,,,?djeif#hfe%@uf&!j!*” หูดับ หน้ามืดจะเป็นลม รู้ว่าพี่เค้าพูด ได้ยินเสียงแต่ฟังไม่ออก ทำไมหน้ามันร้อนผ่าวๆ ขนาดนี้ไม่รู้ น้ำตาจะไหล อาการนี้ที่เรียกกันว่า อายม้วน แหละมั้ง จะตอบไรหงะ ฟังมะรู้เรื่อง จะเป็นลมแล้ว

ก็เลยโพล่งไปอย่าง เห่ยๆ ว่า “เป็นไงบ้างคะ งานยุ่งมั้ยคะ” (เห้อ เลยมีแค่คำถามโง่ๆ ปิดบังเรื่องที่ซ่อนในใจ ไม่ได้ลึก ไม่ได้ซึ้ง ไม่ได้สมความคิดถึงที่เก็บไว้ วู้ฮู ว้าฮาาาา ใครมันมาเปิดเพลงนี้ตอนนี้ฟร้ะ) “ก็ยุ่งเหมือนกันครับ” พี่เค้าตอบ ในขณะที่อีกฝั่งละลายไปแล้วครับ…มีโอกาสได้มองเต็มๆ ตา ในระยะประชิดตัวและอยู่ห่างไม่เกิน 1 เมตร รู้แต่ว่า มองลอดแว่นไป โอยยยยยยยยยยยย…ไอ้ลูกชิ้นตั้งสติก่อน บึ้ด จั้ม บึ้ด …………

”ี่ได้เจอพี่สี่มั้งป้ะคะ” ถามออกไปแบบมึนๆ ทำไมไม่ถึงรถซักทีเนี่ยยยยยยย แค่ไม่กี่เสา ทำไมมันไกลนักเนี่ยยยยย

“เจอครับ เจอ วันก่อนคุณสี่เค้าเข้ามาเอาเอกสารก็ได้เจอครับ เอ ว่าแต่ตอนนี้คุณสี่เค้าไปทำที่ไหนนะครับ” พี่เค้าถามไปยิ้มไป ในขณะที่คุณลูกชิ้นเธอกำลังละลายแต่ต้องเตรียมคำตอบที่พี่เค้าถาม และอีกหลายความคิดพุ่งประดังประเดเข้ามา …….(หยุดทำตาตี่ใส่กรูเหอะนะ น้ะ น๊าาาาาา ขอร้องงงงง มองลอดแว่นไปแล้วมัน แหงกๆๆ ตอบสิตอบอ่ะ พี่เค้าถามอ่ะ)

“ออ พี่สี่ตอนนี้เค้าทำที่ (ที่ไหนวะ นึกไม่ออกว้อยยย) ที่ โรงแรมโซฟี่น่ะค่ะ” ชิ้นเขิลลลลลลลลลลพร้อมตอบ

“นี่เคยทำงานกับคุณสี่เค้าใช่มั้ยครับ” พี่เค้าถามชิ้นพร้อมรอยยิ้มอีกแล้ว “ช่ายค่ะ ลูกชิ้น (เสนอชื่อตัวเองเสร็จสรรพ เหะๆ ) เคยทำงานกับพี่สี่ค่ะ” แล้วมองไปทางขวา ถึงรถแล้วเว้ยเห้ยยยย เย้ๆๆ เลยต้องรีบหันไปบอกพี่เค้าว่า ไปก่อนนะคะพร้อมกับยกมือไหว้เค้าอีกทีเพื่อเป็นการบอกลา

เย็นวันนั้นช่างเป็นวันที่สวยงามของลูกชิ้นจัง พี่เค้าจะรู้บ้างมั้ยเนาะ ว่า การได้เดินไปที่รถไม่กี่ก้าวเคียงข้างไปกับท่านผู้บริหารท่านนี้มันช่างทำให้ลูกชิ้นกลมๆลูกหนึ่งมันดีใจไปทั้งวันทั้งคืน

วันนี้จั่วหัวเรื่องได้ดูสิ้นหวังมากจริงๆ แต่ต้องยอมรับตรงๆ ว่าฉันเป็นคนที่เคย มีความคิดแบบนี้

 

ถ้าถามตรงๆ ว่าทำไม คนเราถึงได้คิดสั้นขนาดนั้นได้ สำหรับฉันเองคงต้องตอบว่า นาทีนั้นไม่รู้เหมือนกันแฮะ..

 

ฉันไม่ขอมองว่าคนที่กำลังจะคิดฆ่าตัวตายคือ คนโง่ นะ เพราะการที่ใครต่อใครพูดกันว่า ทุกปัญหามีทางออก ทำไมต้องคิดสั้น แต่ฉันว่า การไอ้ที่คิดสั้นเนี่ยแหละ โมเม้นต์นั้นอ่ะ มันคือทางออกสุดท้าย ที่พอจะนึกออกตะหาก…

 

แต่…….จากประสบการณ์ตรงที่เคยเป็นมา ฉันหมายถึงกับตัวฉันเอง…ได้แต่บอกกับตัวเองว่า จุดนั้นมันคิดอะไรไม่ออกจริงๆ แต่วันนี้พ้นน้ำแล้วจะไม่ขอกลับไปคิดทำแบบวันนั้นอีกแล้ว

 

เมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ฉันมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย มันก็มาจากเรื่องเดิมๆ ถ้าใครเคยอ่าน Blog ของฉันคงอาจจะเข้าใจได้ดี ไหนจะด้วยโรคที่เป็น ด้วยลักษณะทางกายภาพภายนอกที่เมื่อไหร่ก็ตามฉันส่องกระจก หรือแม้ ไม่ต้องส่องกระจก มองดูตัวเองก็พาลทำให้อยากไม่หายใจเอาดื้อๆ ทุกครั้ง และเมื่อไหร่ก็ตามที่คิดว่าต้องอยู่กับร่างแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ทุกวันนี้ยังไม่อยากจะทำใจยอมรับมันได้เลย แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น ความรับผิดชอบ หรือสิ่งที่คนเขาเรียกกันว่า วุฒิภาวะ แหละมั้งที่ทำให้ต้องทำใจไปโดยบริยาย

 

เวลาผ่านไป ได้ยิน ได้ฟัง รับรู้อะไรมากขึ้น จนมาวันนึงได้ยินข่าวที่ว่า รองนางสาวไทยฆ่าตัวตายเพราะเรื่องความรัก…ในฐานะคนแบบฉัน แว้บแรกที่รู้ข่าวนั้น เกิดคำถามทันที โห…เค้าสวยขนาดนั้นทำไมยังคิดสั้นนะ ทำมเค้าไม่คิดจะอยู่สู้อะไรๆ นะ อกหักหรอ เค้าสวยจะตายทำไมไม่คิดอยู่ต่อล่ะ น่าจะมีคนพร้อมเข้ามาเยอะแยะไม่ใช่หรอ????

 

…ฉันเลยได้ความคิดใหม่เข้ามาว่า เอาเข้าจริงต่อให้คนเราเกิดมาสมบูรณ์แบบในสายตาคนอื่นแต่เค้าก็มีปัญหาของเค้า ไม่ใช่เราคนเดียวที่มีปัญหา

…ความสวยงามที่เราอยากได้มันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงหรอก..ไม่งั้นคนที่เราคิดว่าเค้าดีเลิศขาดนั้นจะจบชีวิตตัวเองด้วยมือเค้าเองทำไม. ฉันแตกประเด็นไปกับตัวเองต่าง ๆ นา ๆ

 

ฉันนึกในใจว่า ถ้าวันนี้พี่นางงามคนนั้นเค้าอยู่อยากจะบอกเค้าว่า พี่คะ ถ้าหนูเป็นพี่หนูคงไม่แคร์แค่ผู้ชายคนเดียว พี่รู้ไหมคะ หนูอิจฉาพี่แค่ไหนที่พี่เกิดสวย รูปร่างดีขนาดนี้ มีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่ไม่สามารถเกิดมาได้เท่าพี่เลยนะคะ…ฉันพูดได้คำเดียวเลยว่า ฉันเสียดาย…

 

และนั่นก็คงเป็นอีกจุดเกิดเหตุของฉัน..ที่ทำให้ย้อนกลับมามองตัวเอง ทำไมต้องอยากตายด้วยนะ กะอีแค่การที่ไม่ได้เกิดมาได้สมบูรณ์แบบบวกกับอาการอกหัก รักคุดอีกนิดหน่อยก็ขี้เกียจหายใจแล้วหรอ..

หากวันนั้นฉันได้ทำการฆ่าตัวตายไปแล้ว อาจมีคนๆนึง อาจอยู่ในมุมนึงของโลกที่ฉันไม่รู้ เค้อาจจะคิดแบบเดียวกับที่ฉันคิด สมมติว่าวันนั้นฉันฆ่าตัวตายไปแล้ว…คนนั้นเค้าอาจจะอยากบอกฉัน ว่า เสียดายเนาะ อย่างน้อยก็มีขา มีแขน ทำอะไรได้มากมาย.. เสียดายนะที่ตายังมองเห็น .. เสียดายนะที่ยังมีแรงทำมาหากินได้ ทำไมไม่อยู่ต่อเพื่อตามหาสิ่งอื่นในชีวิตนะ….

 

เท่าที่ฉันได้อ่านเจอมา สถิติคนฆ่าตัวตายอันดับ 1 เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่สาเหตุการฆ่าตัวตายอันดับที่ 1 คงเดากันได้…มันไม่พ้นเรื่องของความรัก ฉันไม่รู้จะหยุดความคิดฆ่าตัวตายของคนอื่นได้ยังไง จะช่วยได้ยังไง ไม่รู้จริงๆ

แต่อย่างน้อยที่สุดฉันคือคนที่เคยผ่านความคิดแบบนั้นมาแล้วและไม่มีวันที่จะทำแบบนั้นอีก เลยอยากฝากอะไรทิ้งไว้ เผื่อจะมีประโยชน์กับใครบ้าง บ้านเราก็มีโครงการช่วยเหลือผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข คลิกไปได้ที่ http://www.suicidethai.com/ ค่ะ โดยส่วนตัวฉันเองขอพึ่งพาพุทธศาสนาค่ะ เพราะเอาเข้าจริงกลายเป็นสิ่งที่ช่วยได้เยอะทีเดียว ถ้าหากต้องการความสงบหรือจะคิดว่าเป็นการพักผ่อนอีกแบบก็ได้ค่ะ ขอบแนะนำโครงการนึง ชื่อโครงการ Middle way ค่ะ ลองเข้าไปดู รายละเอียดเพิ่มเติมที่ เวบไซด์ http://www.meditationthai.org/docs/en/index.html เผื่อจะมีประโยชน์กับใครบ้างนะคะ

 

โชคเหลือเกินที่…วันนี้ฉันยังหายใจ…

ถึงเพื่อนๆ ทุกคน

 

แจ้งนิดนึงค่ะ พอดีว่า กำลังจะพาพ่อเราไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่วันนี้

เนื้องจากพ่อเราเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว (เคยได้รับการทำบอลลูน และ บายพาส มาแล้ว) จึงจำเป็นต้องฉีดอย่างยิ่ง เพราะมันมีความเกี่ยวข้องกัน

ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันน้อยหากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะเป็นอันตรายถึงชีวิตค่ะ

เมื่อมีการติดเชื้อที่ปอด ก็จะสามารถลามไปยังหัวใจได้อย่างง่าย

 

 

ทั้งนี้ไม่เพียงแต่ผู้ป่วยโรคหัวใจเท่านั้น ยังรวมไปถึงผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน

พี่สาวเราเป็นพยาบาลบอกมาค่ะ

ยังงัยช่วยกันกระจายข่าวนี้ไปเยอะๆ นะคะ ไม่ได้ให้ตื่นตูมแต่ กันไว้น่าจะดีกว่าค่ะ

 

ส่วนรายละเอียดเราเองไม่ทราบมากนัก แต่เชื่อว่าผู้ป่วยโรคหัวใจน่าจะมีแพทย์ประจำตัวกันทุกคน ก็ลองปรึกษาคุณหมอประจำตัวดูค่ะ ว่าจำเป็นหรือไม่อย่างไร

หากข้อมูลนี้ผิดพลาดประการใด ขออภัย มา ณ ที่นี่ด้วยค่ะ

 

เราเองได้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาค่ะ ลองตามลิ้งค์ไปนะคะ

 

http://203.155.165.5/phyathai/perfect_heart_medical26.php

 

ขอให้บุญกุศลในครั้งนี้ช่วยให้พ่อเราแข็งแรงด้วยเช่นกันค่ะ

และ หวังว่าคงมีประโยชน์กับใครๆ หลายๆ คนค่ะ

 

 

Who are you?

นั่นสินะ แล้วเธอคือใครล่ะ

 

ซีรีย์เกาหลีเรื่องนี้สามารถทำให้ฉันอมยิ้มและน้ำตาซึมไปพร้อมๆ กัน เกือบจะทั้งเรื่องเลยทีเดียวก็ว่าได้ อาจเป็นเพราะเนื้อหาของเรื่องมีเรื่องเกียวกับพ่อมาเกี่ยวข้อง

 

คร่าวๆ คือ…

 

เป็นเรื่องราวเกี่ยวของ ชองอินกาน(พ่อ)และชองยองอิน(ลูกสาว)ที่อยู่ด้วยกัน ส่วนแม่เสียชิวิตไปแล้ว ในระหว่างที่พ่ิอมีชีวิตอยู่นั้ัน ยองอินไม่เคยที่จะพูดจาดีกับพ่ิอเลย แต่แล้ววันหนึ่งเพียงวันเดียวก่อนที่เธอจะเรียนจบชั้นมัธยมปลายนั้น พ่อของเธอเสียชีวิตกระทันหันจากอุบัติเหตุทางรถ การตายของพ่ิอทำให้อินยอนเพิ่งมารู้สึกตัวว่าเธอเองรักพ่อมากแค่ไหน เสียใจการกับการกระทำที่เคยทำกับพ่อไว้ สิ่งใดที่เคยตั้งใจจะทำให้พ่อในขณะที่พ่อยังมิชีวิต ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ทำให้พ่ออีกแล้ว

 

ในขณะที่ฝ่ายพ่อที่ตายไปแล้วนั้นก็พยายามร้องขอกับทูตแห่งความตายเพื่อที่จะกลับมางานวันจบการเรียนของลูกสาว และด้วยความห่วงลูกสาวที่เหลือเพียงตัวคนเดียว จึงยอมทุกวิถีทางแม้ว่าตัวเองจะไม่มีโอกาสไปเกิด หรือขึ้นสวรรค์ใดๆ แล้วก็ตาม

จนกระทั่งเค้าได้กลับมาตามต้องการ แต่ในการกลับมานั้นต้องมาอาศัยร่างพระเอกได้เพียงวันละ 3 ชั่วโมงเท่านั้น เป้าหมายของการกลับมานั้นเพื่อการสั่งลา และทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยได้ทำให้ลูกสาวในสมัยที่มีชีวิตอยู่ คิดว่าตัวเองเป็นพ่อที่แย่ สร้างปัญหาให้ลูกมากมาย เค้าเองก็ต้องการกลับมาเพื่อทำอะไรที่ยังไม่ได้ทำให้ลูกเช่นกัน

 

ส่วนรายละเอียดนั้นคงต้องไปตามหาดูกันเอาเองนะคะ แต่สิ่งที่จุดประกายให้ฉันเอาหนังเรื่องนี้มาเขียนบล้อกก็คงเป็นคำพูดจากในเรื่องที่ทำให้ฉันประทับใจมากจริงๆ เป็นคำพูดของยองอิน ลูกสาวพูดกับพ่อของเธอ

 

ที่หนูคิดว่าหนูรักพ่อ แต่ความจริงพ่อรักหนูมากว่าที่หนูรักพ่อหลายเท่า และคนที่รักมากกว่าก็ย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ

เวลาที่ทะเลาะกันนั้น แล้วหนูเป็นฝ่ายชนะพ่อ นั่นไม่ได้แปลว่าพ่อแพ้ แต่นั่นเป็นเพราะพ่อรักหนูและยอมให้หนูชนะมากกว่า

 

T_T

 

อาจไม่ตรงตามซับที่แปลเป๊ะ แต่นี่คือที่ฉันจำได้

 

ดูละคร แล้วย้อนดูตัวเอง คำกล่าวนี้ยังใช้ได้ดีเสมอ เมื่อเราย้อนกลับมาสู่ชิวิตที่เป็นจริงของเรา เราจะพบว่ามันเหมือนเป็นสัจธรรมจริงๆ

 

ฉันหันกลับมามองเรื่องราวที่ผ่านมา นั่นสินะ เวลาที่เราทะเลาะกับใครแล้วเราเป็นฝ่ายชนะ นั่นแปลว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายถูกเสมอไป แต่นั่นอาจเป็นเพราะอีักฝ่ายเค้ายอมเรา รักเรามากกว่า และในขณะเดียวกัน คนที่รักมากกว่าก็ย่อมเป็นฝ่ายยอมให้ และเสียเปรียบเสมอก็คงเป็นความจริง

 

บางทีชีวิตคนเราจะมานั่งตัดสินกันแค่ว่าใครผิดหรือถูก มันคงไม่ใช่เสมอไปหรอก เพราะฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกที่มันจะถูกต้องหรือผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ หรืออะไรที่มันจะใช่ หรือ ไม่ใช่ มันวัดจากตรงไหน มันเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ คนทุกคนย่อมหาเหตุผลให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ

 

อีกอย่างที่ได้มาจากซีรีย์เรื่องนี้คือ

…วันนี้คุณคิดจะทำอะไรดีๆ ให้กับพ่อแม่ หรือคนที่คุณรักหรือยัง…

เรามักจะมองความสำคัญของคนใกล้ตัว ไปใส่ใจกับสิ่งอื่นมากกว่า (ไม่ใช่ฉันไม่เป็น) แต่กำลังจะบอกว่าทุกวันนี้ฉันคิดเสมอทุกวันนี้ว่า พ่อแ่ม่ไม่ได้อยู่กับเราค้ำฟ้า วันนี้ฉันอายุจะ 30 แล้ว พ่อแม่ฉันเองก็อายุไม่น้อยแล้ว จะเหลือเวลากี่ปีกันเชียวที่เราจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ คงต้องใช้เวลาที่มีให้มันมีค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 วันนั้น ทำไมฉันไม่ทำแบบนี้ แบบนั้น ตอนที่พ่อกับแม่ยังมีชีวิตอยู่ ทำไม ทำไม

ฉันจะพยายามทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อที่ฉันจะได้ไม่มีคำถามเหล่านี้ หรือมี แต่ก็ขอให้น้อยที่สุด ในวันที่พ่อกับแม่ไม่อยู่แล้ว

 

“WHO ARE YOU??” อย่าลืมหามาดูกันนะจ๊ะ ^o^

 

ออ และถ้าใครคิดถึง อี ออน ดาราเกาหลีจากเรื่อง Coffee Prince ที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็ไม่ควรพลาดเรื่องนี้ค่ะ เพราะเค้าก็ร่วมแสดงด้วยเช่นกัน..ขอไว้อาลัยและแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ไปเที่ยวสวนสัตว์…

พอนึกถึงความรู้สึกนี้เราก็คงนึกไปถึงอารมณ์ของหนูๆ ทั้งหลาย

แต่สำหรับฉันวันนี้ อารมณ์นี้ มันไม่ใช่เลย

ฉันหลับแบบไม่เต็มตาไม่เต็มอิ่มในช่วงค่ำคืนของวันโกหกของฝรั่งหรือ  April’s fool day นั้นเอง แน่นอนที่สุดเมื่อตื่นเช้ามามันมีอาการลอยๆ เหมือนโลกนี้มันหวิวๆ กลวงๆ บอกไม่ถูก เหมือนตื่นจากฝันอะไรสักอย่าง ไปทำงานด้วยสภาพนี้ไม่ได้ อยู่บ้านกับแม่ด้วยอาการอิดโรยแบบนี้ ก็คงไม่ดีไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจไปด้วย

 อารมณ์ติสเกิดอีกแล้ว อยากอยู่คนเดียว อยากขับรถไปเรื่อยๆ อยากไปเจอธรรมชาติอะไรสักอย่าง แล้วฉันก็ทำเหมือนว่าออกไปทำงาน แต่ว่า ฉันมุ่งหน้าไป สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

ฉันโทรไปลาป่วยกับหัวหน้า (ป่วยทางใจ) แล้วก็ปิดเสียงโทรศัพท์ ไม่อยากรับรู้อะไว ตั้งใจขับรถไปออกเส้นมอเตอร์เวย์ (อีกแล้ว) พอมาถึงเขาเขียวทางเข้ามันช่างวิเวกวังเวงโหวงเหวงจนฉันกลัว แต่ฉันก็จ่ายเงินค่าเข้าชมสวนสัตว์ไปตามระเบียบ จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่แฮะ ไม่แพงเท่าไหร่นะ รู้แค่นั้น

ขับเข้าไปตามทางจะมีป้ายบอกตลอดทาง

เวรของกรรม ฉันไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปมา…ไร้สติจริงๆ นะเนี่ย ยังดีที่มือถือโซนี่สุดที่รักของฉันพอใช้การได้ พอที่จะใช้เก็บภาพสัตว์โลกน่ารักมาได้บ้าง 

อะไรคือประเด็นของบล้อกเรื่องนี้เหรอ??

ฉันแค่อยากจะบอกว่า มันอาจจะพอเป็นทางออกทีดีสำหรับใครบางคนที่กำลังตกอยู่ในช่วงแย่ๆ ของชีวิตแล้วคิดจะทำอะไรบ้าๆ บอๆ หรือคิดทำร้ายตัวเอง

แต่สำหรับฉันวันนั้นการเดินปล่อยใจไปตามสบาย ดูสัตว์ต่างๆ เชื่อมั้ย..มันทำให้เรายิ้มได้นะ เพราะความน่ารักของมัน น่ารักแบบบริสุทธิ์จริงๆ

อย่างเช่นตอนฉันเดินมาเจอเจ้าหนูยักษ์ตัวนี้เนี่ย มันเหมือนแฮมสเตอร์ยักษ์เลยนะ ขนาดตัวของมันเห็นแล้วขำเลยเพราะมันสูงพอๆ กับเข่าฉันได้ ป้ายหน้ากรงก็เขียนไว้ว่าหนูยักษ์ด้วย ชื่อทางการของมันไม่ได้จำมาด้วยสิ

น่ารักป้ะ? ฉันชอบมากเจ้าแฮมสเตอร์ยักษ์ตัวนี้ 

ฉันเดินและขับรถไปเรื่อยๆ แวะนั่งกินลมชมสัตว์ไปจนลืมเรื่องราวต่างๆ จนสนิทเลย ตามทาง ตามป้ายบอกไปเรื่อย ก็จะเจอเจ้าช้างตัวโต แต่ชื่อเล้กนิดเดียวอย่างน้อง จิ๋ม (ชื่อของมัน) ตัวนี้ :)

ฝรั่งหลายคนพยามเรียกชื่อมันตามที่คนเลี้ยงช้างอธิบาย พร้อมกับให้อาหารมันไปด้วย

ยังมีสัตว์โลกที่น่ารักอีกเยอะแต่เสียดายที่ฉันไม่ได้มีกล้องดีๆ ติดตัวไปด้วย ดังนั้นก็จะมีภาพเก็บตกมาเพียงเล้กน้อยเท่านั้น ไปดูกันดีกว่า

เจ้ากระต่ายอ้วนน่ารักๆ

ส่วนนี่คือ estate ที่หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง อยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมลองเข้าไปดูได้ที่ http://www.estateresort.com/ ไม่คิดว่ามันจะอยู่ในนี้เหมือนกัน น่ารักดีค่ะ

ภาพสุดท้ายคือ สัตว์สงวนของโลก เพิ่งจะถอดเขาเมื่อไม่นานมานี้ ^^ ฉันเอง พยายามจะถ่ายออกไปให้เห็นวิวของ estate ทำได้แค่นี้แหละจ้า กล้องมือถือ

จากนั้นก็ขับรถกลับบ้านด้วยความสบายใจ ทิ้งความมึน งง ของชิวิตไปเรียบร้อยแล้ว 

เป็นการ recharge battary of life ได้อีกทางนึงนะคะ….การที่เราหาทางให้ออกตัวเอง การไปพักผ่อนในแบบที่เราต้องการ ไม่ต้องง้อใคร ทริปนี้ฉันเองขับรถไม่ถึงชั่วโมงหมดน้ำมันไปกลับเพียงไม่กี่ร้อยบาท ใช้เวลาอยู่กับต้นไม้ ป่าเขาเกือบสี่ชั่วโมงเต็มในสวนสัตว์ครั้งนั้น

ขอบคุณน้องๆ สัตว์ป่าที่น่ารัก ณ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวนะคะ ที่ทำให้ฉันยิ้มได้

ขอบคุณเพื่อนๆ หลายคนที่โทรหาฉันขอเหมาว่าด้วยความเป็นห่วง ตลอดทาง พวกแกเป็นกำลังใจจริงๆนะ

ขอบคุณเพื่อนคนนึงที่ฉันไปปล่อยโฮระหว่างทางที่ฉันไป คงรู้ตัวนะว่าใคร ขอโทษนะแต่ก็ขอบคุณจริงๆ ที่รับฟัง..

ขอบคุณเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งดีและไม่ดี ในชิวิตฉัน เพราะมันทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น รักตัวเองมากขึ้น ขอบคุณคร้าบบบ

love u all…

ความหมายของคำว่า โสด ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง กระทงความอีกส่วนหนึ่ง ส่วน แผนกเช่น อีกโสดหนึ่ง

แต่ถ้าเป็นคำกริยา โสด จะแปลว่า โดด, เดี่ยว, ไม่มีคู่, ยังไม่มีสามีหรือภรรยา เช่น หญิงโสด หรือ ชายโสด

ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันเองกลัวหนักหนากับคำๆ นี้

14 ปีที่ผ่านได้มีโอกาสเป็นโสดอยู่ประมาณ 10 วัน เมื่อประมาณเดือนกันยาปี 50 ที่ผ่านมาแล้วก็รีบๆ คว้าโอกาสเพราะได้ยินเสียงรถด่วนที่คิดว่าจะเป็นขบวนสุดท้ายไว้ แต่แล้วก็เกือบตกรถไฟขบวนนั้นแบบคอหักตาย

ถึงวินาทีนี้ เต็มปากเต็มคำเลย ฉันโสด (หวะ)

ควันหลงวาเลนไทน์ปี 51 ยังไม่สิ้นเท่าไร ฉันก็คว้ารางวัล…โสดฟ้าแลบ มาครองซะแล้ว ท่ามกลางความฉงนของเพื่อนและใครหลายคน ที่ถามเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำไมๆๆ ก็เห็นรักกันดีนี่นา….บลาๆๆๆี สรุปว่า ภายใน 14 ปีที่ผ่านมา ตลอดเวลาอันยาวนานนั้น ใช้มันซะคุ้มค่ามากมาย มากด้วยประสบการณ์ที่ดีและแสนแย่มีทั้งคบพร้อมกัน 2 คนเป็นเวลา 3 ปีกว่าๆ ไปพร้อมๆกัน และอีกประปราย อย่าให้สาธยายความเลวร้ายของฉันเลย มันเกินจะรับได้

เพราะเคยคิดไง ว่า ความสุข มันได้มาจากความอบอุ่นที่คนเหล่านั้นให้เรา การได้จูงมือใครไปมันช่างโรแมนติก ติก ติก… มีคนเดียวก็ไม่พอ ก็ไในเมื่อคนนี้ให้แบบนี้ไม่ได้ (นี่หว่า) ก็ต้องเวลละคัม (welcome) ความรักที่คนอื่นมาทุ่มเทให้เราแบบที่อีกคนให้ไม่ได้สิ เค้าให้นี่นา ไม่ได้ขอ ก็คิดแบบนั้น เราไม่เคยโกหกใครนะ คนที่เข้ามาเค้าก็รับรู้และเต็มใจจะอยู่รอเรา ฉันคิดเสมอว่าฉันขาดความรักนะ ฉันมีปมด้อย ฉันอยากให้คนมารักฉัน ฉันเลิอกที่จะเลวบริสุทธิ์แบบนั้น

เมื่อความรักที่อุตส่าห์ประคับประคองมาสิบกว่าปีจบไปฉันก็หันมาทุ่มเทให้กับความรักครั้งใหม่อย่างจริงจัง ปรับปรุงตัวเอง เป็นคนดี อะไรที่เคยผิดพลาดไป ฉันจะไม่ให้มันเกิดกับความรักครั้งนี้ ฉันหยุดแล้ว (แล้วเธอหยุดได้มั้ยยยย) แต่สุดท้ายมันก็จบลงไปอีกครั้ง อย่างที่บอก สายฟ้าแลบ…

ฉันถึงกับมึน มีคำถามมากมาย วนเวียนในหัว เช่น จะอยู่คนเดียวยังงัยเนี่ย จะเหงามั้ย จะไปไหนทำอะไรกับใคร สารพัด สารพัน คิดไปต่างๆ นาๆ ในวันที่ฉันฟีลโซดาวน์ได้ขนาดนั้น เพื่อนเท่านั้นแหละที่จะอยู่ข้างฉันเสมอไม่ไปไหน เพื่อนสนิทที่สุดของฉันบอกกับฉันให้ได้คิดและสามารถหลุดออกมาจากสถานการณ์ที่แย่ได้ เพื่อนสนิทของดึงฉันกลับมาจากอาการฟูมฟายวันนั้นด้วยประโยคที่ว่า

“เธอจะร้องไห้ทำไม จะเสียใจทำไม ทำไมเธอไม่ถือว่านี่เป็นโอกาสที่ดีของเธอหล่ะ  อะไรที่เราเคยคุยกันไว้เมื่อสี่เดือนก่อน เธอฝันอะไรไว้บ้าง ก็แค่มีเวลาได้ทำัมันแล้วนี่ไง วันนี้เธอไม่ต้องไปห้อยตามความฝันของใคร ที่ผ่านมาเธอเอาความฝันของเธอไปฝากไว้กับคนอื่นมาตลอด เธอคอยแต่จะตามฝันของคนที่เธอคบ เช่นตอนเธอคบคนนึงเธอก็เอาตัวเองไปห้อยต่องแต่งกับสิ่งที่เค้าจะทำ เค้าจะเปิดอู่ทำรถ เรือ พอมาคนใหม่ก็ตามเค้าไปอีก ตามกิจการของเค้าค้าขาย สิ่งที่เธอไม่ได้คิดอยากจะทำ บลาๆๆๆๆ”

ฉันได้แต่เงียบจนเพื่อนคิดว่าฉันไม่ได้ฟัง แต่เปล่าเลย ฉันเรียกโมเม้นต์นั้นว่า “สติ” ฉันได้สติต่างหาก

เชื่อมั้ย วันนั้นฉันหายเกือบสนิท ใช่เลย สติมาปัญญาเกิด… มันเหลือแค่ความเสียใจที่เกิดขึ้นตามสภาพ ตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น ก่อนหลับวันนั้นฉันบอกกับตัวเองว่า เอาน่าหลับตาแป้บเดียว เดี๋ยวมันก็พรุ่งนี้เช้าแล้ว

เช้าของอีกวันฉันมองอาการ โสด ได้เข้มแข็งกว่าเดิม บทเรียนต่างๆ ทั้งรักเก่า รักใหม่ สอนฉันมากมาย

ความอบอุ่นที่เคยไขว่คว้า โหยหาจากคนอื่น หวังแค่ว่าจะมีใครสักคนที่จะมากุมมือเวลาดูหนัง ขับรถ เดินจูงมือกันไป ลูบหัวให้กำลังใจเวลาฉันเสียใจและต้องการความอบอุ่นนั้น อยากจัง..อยากมีคนมากอดให้กำลังใจเมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันต้องการ แต่เมื่อตื่นเช้ามาวันนี้เจอกับความจริงที่ว่าไม่มีฝันดีแบบนั้นแล้วจะต้องทำยังงัย

วันนี้ฉันอยากจะปรบมือให้ตัวเอง อยากเรียกตัวเองว่า คนเก่ง คนดี..

เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเราเก่งแค่ไหน ถ้าวันนั้นฉันไม่ได้คิดภาพว่าฉันลูบหัวตัวเอง กอดตัวเอง ตอนที่ร้องไห้ โอ๋ตัวเองแล้วบอกว่าหยุดร้องซะ นอนซะเถอะ ร้องจนเหนื่อยแล้ว ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครมาอยู่กับเราตอนนี้หรอก…แล้ววินาทีนั้นฉันก็หยุดร้องไห้ได้เอง เนี่ยแหละ ปลอบตัวเองสำเร็จ…ฉันว่าฉันเก่งนะ

เมื่อมีคนมาจูงมือเรา อาจอบอุ่นก็จริง แต่สัจธรรมคือสักวันเค้าก็ต้องปล่อย เพราะคนเราไม่จากเป็นก็จากตายและเมื่อเวลาที่เราไม่อยากจากลานั้นมาถึง ภาพที่เคยมี ที่เคยดี สุดท้ายมันก็เหลือเพียงแค่ความทรงจำถ้าจากกันด้วยดี และมันจะเป็นเพียงแค่จำได้…กับภาพลวงตา ถ้าที่ผ่านมามันไม่จริง (ฉันว่าฉันเจออย่างหลัง)

เมื่อมีคนมาลูบหัว มันช่างให้ความรู้สึกว่าเราได้รับการเอ็นดูจากคนๆนั้นซะเหลือเกิน แล้วใครจะมาคอยลูบหัวเราแบบนั้นได้ตลอดเวลาและทั้งชีวิตเหรอ ความจริงมันคงเป็นไปได้ยาก

ช่วงเวลานี้ทำให้ได้ว่างพอที่จะมานั่งถามตัวเองว่าอยากทำอะไร เพราะก่อนหน้านี้อาจจะมัวแต่คิดว่าจะไปไหน เจอกันกับเค้าคนนั้น วันนี้จะทำอะไรดี ดูหนังเรื่องอะไร เที่ยวไหนดีน้าา และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่วันนี้ของฉัน วันทั้งวัน เชื่อไหม ฉันมีเวลาให้กับตัวเองเต็มที่ เหลือเวลามากพอที่จะเก็บเกี่ยวความฝันที่หายไป ฉันวางแผนการไปเที่ยวของฉันในที่ๆ อยากไปโดยที่ไม่ต้องมานั่งรอใครจะมาว่างพร้อมกัน ฉันอยากไปซื้อของ กินอะไรที่อยากกิน โดยไม่ต้องถามความเห็นจากใครคนอื่น ฉันให้รางวัลกับตัวเองได้อย่างสบายใจ เอาใจตัวเองด้วยการตามใจเราเอง มันก็สามารถทำได้ ฉันเรียกมันว่า รางวัลคนโสด

สิ่งที่ดีที่สุดคือ มีเวลาหันมามองครอบครัว กลับบ้านเร็ว พักผ่อนไม่นอนดึก ให้เวลากับพ่อแม่ได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ฉันวันนี้..พูดตรงนี้….ว่าฉันอาจไม่ได้โชคดีพอที่จะมีผู้ชายที่แสนดีในอุดมคติไว้ในครอบครอง แต่พูดในฐานะผู้หญิงคนนึงที่โชคดีพอที่คิดได้ว่า กรเป็นโสดแบบนี้ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด อีกทั้งการได้หันหลังกลับมามองและรักตัวเองแบบจริงๆจังซะที และฉันยังโชคดีมากมายที่ได้มีทางมีโอกาสค้นหาตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆ วินาทีฉันหยุดเอาความฝันไปห้อยตามคนอื่นแล้ว ตามใจตามกิเลสคนอื่นมานาน วันนี้แหละเวลาของเรา

เยอะแยะไปนะคนที่ไม่โสดแต่ไม่มีความสุข ฉันไม่ได้จะบอกว่าฉันไม่อยากมีความรักอีก แต่แค่จะบอกว่า ช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างนี้สามารถนำมันมาเติมเต็มให้ชีวิตเราเองได้ พยายามหาข้อดีและขอบคุณสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิตแค่วันละครั้งก็น่าจะมีความสุขแล้วหล่ะ

แม้แต่ในพจนานุกรม ก็ไม่ได้ระบุไว้ว่า การเป็นโสด การไร้คู่ การไม่มีสามี หรือ ภรรยา คือ คนที่ไม่มีความสุขนี่นา…. จริงมั้ย??

Special Thanks to TidTee, my dear friend!

ขอบคุณมากๆ สำหรับคำปลอบใจวันนั้น ฉันไม่เสียใจเลยที่มีเพื่อนอย่างเธอ (แต่เธออาจจะคิดว่าเธอโชคร้ายที่มีเพื่อนแบบฉัน เพราะมีแต่เรื่องและปัญหาให้เธอตลอด แหะๆ) ยังงัยก็ขอโทษและขอบคุณเด้อ

You make me rise when I fall… ^^ Thank you na.

ทำไมโรคนี้ถึงเลือกฉันนะ อายะถามคุณหมอฮิโระชิ

ฉันได้ยินประโยคนี้จากซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่อง  1 Litre of Tears (http://www.mono2u.com/review/content/one_litre_of_tear/)

มันเป็นคำถามที่แทงเข้าไปได้ลึกที่สุดในหัวใจฉัน

น้ำตาไหลพรากทันที

…..เปล่าเลยใจฉันหลุดออกจากการดูซีรีย์นั่น

คิดถึงเรื่องตัวเองต่างหาก

 

อย่าเดินเกร็ง อย่าเขย่งเท้าสิลูก เสียงแม่ก้องในหัว แม่บอกฉันนับตั้งแต่ฉันจำความได้

ฉันมีอาการเดินได้ไม่เต็มเท้าตั้งแต่เล็ก เป็นเด็กที่มีอาการตัวแข็งเกร็งตลอดเวลา

การเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่เหมือนคนอื่นเค้า เวลามองอะไรก็มักจะต้องเหลือกตามอง  ไม่ปกติเหมือนคนอื่น

พ่อและแม่พาฉันไปหาหมอนับครั้งไม่ถ้วนพื่อเสาะแสวงหาคำตอบว่า อาการทั้งหลายแหล่เหล่านี้มันเกิดจากอะไรกัน

ชิวิตวัยเด็กของฉันเข้าออกโรงพยาบาลจนกลายเป็นกิจวัตรประจำตัวไป เ้ป็นไข้ทุกอาทิตย์ มีอาการป่วยต่างๆนาๆ เสมอ ไม่มีหมอคนไหนบอกได้ว่าฉันเป็นอะไร

 

เมื่อโตขึ้นฉันสามารถเดินปกติมากขึ้น แต่มารู้ตัวอีกทีตอนอยู่ประถม ในวิชาพละฉันไม่สามารถวิ่งได้เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ทั้งตัวมันแข็งไปหมด วิ่งไม่ออก เวลาเหนื่อยมักจะพูดไม่ออก ฉันมักโดนเพื่อนๆ ล้อเสมอ เพื่อนหลายคนล้อว่าฉันปากเบี้ยวบ้าง แปลกบ้าง บางคนล้อเลียนฉัน  จนกระทั่งป่านนี้ก็ยังมีคนประเภทนั้นอยู่

 

แต่แล้วก็มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นกับฉัน ตอนนั้นเป็นช่วงฉันเรียนอยู่ชั้นประถมวันเสาร์ที่สดใส ฉันออกไปทานข้าวกับพ่อแม่ตามปกติ ภาพวันนั้นติดตาฉันจนทุกวันนี้

ฉันใส่เสื้อสีชมพูแขนยาวเท่าข้อศอก สวมกางเกงขาสั้นสีชมพูเข้าชุดกัน จำได้ว่าชุดนี้พ่อซื้อมาให้หลังจากที่พ่อไปอารักขาในหลวงที่เชียงใหม่ ฉันจำได้ไม่ลืม เหมือนมันจะเป็นเสื้อผ้าพื้นบ้านของคนเหนือ คล้ายๆ เสื้อม่อฮ่อม แต่เอามาทำเป็นเสื้อผ้าสำหรับเด็ก ฉันลุกออกจากโต๊ะเพื่อมาเลือกขนม

มีผู้ชายคนนึงเดินเข้ามาหาฉันแล้วถามว่า นี่เด็กผู้หญิงเหรอเป็นนักยิมนาสติกหรือนักบอลเหรอ ทำไมเหมือนผู้ชายเลย ฉันได้แต่เดินไปร้องไห้กับพ่อแม่

 

พ่อแม่ได้แต่บอกว่าไม่เป็นไรหรอกลูก ความสุขคนเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น

 

แต่ใครจะรู้ว่าวันนั้นเป็นวันแรกของฉันที่รู้ตัวเองไม่ปกติเหมือนคนอื่นเค้า เพิ่งรู้ว่าจริงๆแล้ว สิ่งที่ฉันเป็นมันผิดปกติ ฉันไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไป

 

เมื่อเริ่มโตขึ้น ฉันเริ่มโดนล้อจนไม่อยากไปโรงเรียน คำล้อเหล่านั้นจากเพื่อนร่วมชั้นยังอยู่ติดตัวฉันจนทุกวันนี้ บ้างก็บอกว่าเป็นนักยกน้ำหนักบ้าง นักบอลบ้าง ต่างๆ กันไป หลายหลากจริงๆ

 

ทั้งหมดทำให้ฉันไม่เคยใส่ขาสั้น เสื้อแขนกุดออกจากบ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียวจริงๆ จนตอนนี้อายุจะสามสิบแล้ว ก็เป็นมาอย่างนั้น มีแค่ไม่กี่คนที่รู้ว่าเพราะอะไร

 

ฉันอยู่กับความเป็นจริงเหล่านั้นมากว่าสามสิบปี เคยคิดไปว่าชาตินี้คงไม่ได้มีแฟนกับเค้า คงไม่ได้แต่งงาน ฉันโตมากับความไม่มั่นใจในตัวเองและปมด้อยที่ติดตัว

 

รู้แต่ว่าอาการทั้งหมดที่เป็นนั้นตอนนี้ก็ยังเป็น ผลของอาการเหล่านั้นคือ มันเกิดเป็นกล้ามเนื้อมากขึ้นจนใหญ่ผิดปกติ ฉันเองเป็นผู้หญิง แต่ทว่าร่างกายของฉันมันช่างเหมือนผู้ชาย แถมผู้ชายบางคนยังบึกน้อยกว่าฉันอีก หลายคนคงไม่รู้ว่าการที่พวกเค้าถามฉัน ล้อฉันนั้น ฉันต้องกลับมานอนร้องไห้ทุกครั้งไป รับรู้ไว้ด้วยนะว่าฉันไม่อยากเป็นแบบนี้

 

อยู่มาวันนึง ก็คิดได้ว่า มันต้องไม่ใช่ฉันคนเดียวในโลกที่เป็นอาการแบบนี้สิ ฉันไม่เชื่อว่าฉันคือคนเดียวในโลกที่เป็น ไอ้การที่เป็นแบบนี้มันเรียกว่าอะไร ฉันเริ่มสงสัย

 

Google ช่วยท่านได้ ฉันมักจะเล่นกับเพื่อนด้วยคำพูดนี้เสมอฉันพิมพ์ความสงสัยฉันลงใน google

 

ฉันเจอโรคๆ นึงอาการเดียวกับที่ฉันเป็น เกือบตลอดสามสิบปีที่ผ่านมาฉันได้แต่สงสัยไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ฉันเป็นมันจะเป็นโรคชนิดนึง ฉันเพิ่งค้นพบว่ามีไม่กี่คนในประเทศไทยที่จะรู้จักโรคนี้กัน

 

มันคือโรค Dystonia เป็นโรคที่รักษาไม่หาย ไม่ทราบสาเหตุ เกี่ยวกับระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว คล้ายๆ กลุ่มพาร์คินสัน แต่การรักษาในผู้ป่วยที่อาการหนักนั้น ทำได้เพียงการผ่าตัดสมองแบบไม่ใช้ยาสลบเพื่อให้คนไข้รู้สึกตัวตลอดเวลา โชคดีที่ฉันไม่ได้เป็นหนักขนาดนั้น

(for more details of Dystonia please visit :

http://www.research.chula.ac.th/reprints/2549/Aug49/Medicine/Aug49_1.htm

http://www.redcross.or.th/pr/pr_news.php4?db=3&naid=1038

http://en.wikipedia.org/wiki/Dystonia

 

 

ใครอาจมองว่ามันไม่ได้ร้ายแรงอะไร ไม่มีผลกระทบต่อชิวิตหรือการดำเนินชิวิตหรอก ส่วนนึงเพราะคุณไม่ได้เจอกับตัว แต่ฉันขอพูดในฐานะคนที่เจอกับตัวเอง

 

มันก็มีอุปสรรคนะ และมีเรื่องที่ฉันไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อนหน้านี้

สมัยที่ฉันไปเรียนภาษาที่ Sydney..ฉันกดสัญญาณไฟเพื่อข้ามถนน ช่วงเวลาไฟแดงนั้นมีประมาณ 40 วินาทีก่อนจะเปลี่ยนเป็นไฟเขียว วันนั้นฉันยินก้าวขาไม่ออกอยู่กลางถนนย่าน  Bondi Junction มันคืออาการเกร็งชั่วขณะ ที่เกิดขึ้นกับฉันบ่อย แต่เกิดขึ้นไม่นานในแต่ละครั้ง ฝรั่งคนนึงตะโกนออกมาจากในรถด่าฉันว่า “Are you blind *ucking asian?? It’s green light, you see that????”

ใช่แล้วฉันข้ามถนนไม่ทันมันเปลี่ยนเป็นไฟเขียวซะแล้ว

 

ฉันเดินร้องไห้ด้วยความกลัวและตกใจ แต่ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น นึกว่าตัวเองเป็นตะคริว แต่วันนี้รู้แล้วหล่ะว่ามันมันคืออะไร

 

ในอนาคตไม่มีทางรู้เลยว่าวันนึงข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นกับฉันอีกอาการมีอีกมากมายเล็กๆน้อยๆ ที่คนอื่นไม่เป็นกัน

 

ที่ผ่านมาฉันหนีความรู้สึกเหล่านี้มาตลอด อาย เจ็บที่เกิดมาเป็นแบบนี้

ฉันเคยเลวถึงขนาดถามแม่ว่า แม่ให้หนูเกิดมาทำไมคิดสั้นไร้สมองถึงขนาดอยากฆ่าตัวตายมาแล้ว

 

ฉันเข้าใจคำปลอบใจที่ได้ยินมาตลอดชิวิต คือ ไม่เป็นไรหรอก ฉันค้านในใจเสมอ จะเป็นไรได้ไง ก็ไม่ได้เป็นแบบฉันนี่นา..ใครที่บอกแบบนี้กับฉันคงรู้ดีว่าฉันตอบกลับไปว่า

มันก็เหมือนคนตาบอดแหละ ใช่ มีชิวิตอยู่ได้ ไม่เถียง แล้วเค้าเหล่านั้นอยากมองเห็นไหม ฉันตอบแทนพวกเค้าเหล่านั้นได้เลย ว่าอยากสิ (วะ) แต่ความเป็นจริงเกิดมาแล้วมันก็ต้องอยู่ไง..

 

ไม่ต่างจากฉันเลย

 

จากที่ฉันโค้ตคำถามของอายะมาในตอนต้นที่เธอถามคุณหมอว่า ทำไมโรคนี้ถึงเลือกฉันนะ???” ประโยคที่ไม่ต่างกันนี้อยู่ในไดอารี่ของฉันเช่นกัน ทุกเล่มทุกเดือนที่เขียนจะมีประโยคที่ว่า

ทำไมต้องเป็นฉันนะที่เป็นแบบนี้โรคของฉันไม่ได้ทุกข์ทรมานอย่างอายะ เธอเป็นโรคที่รักษาไม่หายเกี่ยวกับสมองเช่นกัน โรคร้ายที่ไม่มีทางรักษานี้ ชื่อว่า Spinocerebellar Degeneration

แต่มันต้องอาศัยการยอมรับความเป็นจริงเช่นกัน ถ้าฉันเกิดมาเป็นผู้ชายโรคนี้มันคงไม่กวนใจฉันเท่าไหร่ แต่พอดีว่าไม่ใช่

 

มาถึงวันนี้ ฉันยอมเปิดเผยเรื่องราวของฉันเองที่พยายามปิดบังแต่มันไม่มิดเท่าไหร่มาจนอายุปูนนี้ รู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงสักที แบบจริงๆ จังๆ นะ ไม่ได้อยากจะเน่าหรอกนะ แต่อยากให้ลองไปดูซีรี่ย์เรื่อง 1 Litre of Tears ซึ่งตอนนี้มาออกอากาศที่ TITV แล้ว แล้วคุณจะรู้ว่า เรื่องหนักหนาแค่ไหน คุณก็ต้องอยู่ต่อไป คุณจะตายไปกับความคิดโง่ๆ ไม่ได้ ยังงัยวันนึงก็ต้องตาย แต่ไม่ต้องไปพยายามตายหรอก

ฉันเองเข้าใจความรู้สึกของอายะได้ดี แต่หลังจากได้ดูเรื่องนี้ฉันกลับมีกำลังใจมากขึ้นเพราะวันนี้ฉันเดินได้ พูดได้ ได้ทำอะไรตามที่ต้องการ

อนาคตยังไม่รู้ว่าโรค Dystonia มันจะทำให้ฉันเป็นยังไงต่อไป เลวร้ายไปกว่านี้หรือไม่ รู้แค่ว่าวันนี้ฉันยังหายใจอยู่ ได้อยู่กับพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนที่ฉันรัก ก็พอแล้ว

 

กำลังใจหาได้จากคนรอบข้างเสมอ คนที่รักคุณในแบบที่คุณเป็นทุกอย่างนั้นมันยังมีในโลก หายากหน่อย แต่เชื่อเถอะว่ามี

 

ฉันขอบคุณพ่อแม่ที่ให้กำลังใจฉันตลอดมา รักฉันไม่ว่าฉันจะเป็นยังไง เป็นคนที่ฉันมั่นใจได้มากที่สุดว่ารักฉันในแบบที่ฉันเป็นจริงๆ และขอโทษที่เคยถามอะไรโง่ๆ และเลวมาก เชื่อว่าวันนั้นแม่คงเจ็บไม่น้อยไปกว่าฉัน ขอโทษที่เคยคิดจะหนีไปด้วยวิธีการโง่ๆ เช่นกัน ต่อไปนี้ความคิดอยากตายจะไม่มีในหัวลูกคนนี้แล้วจ้ะ

 

ขอบคุณเพื่อนๆ บางคนที่รู้เรื่องฉันมานานและให้กำลังใจมาตลอด

special thanks to:

พี่ระตลอดเวลา 13 ปีที่รู้จักและรักกันมาจนมาตอนนี้แม้เป็นแค่แฟนเก่า อยากบอกว่าทึ่งมากที่สามารถรักฉันมาได้นานขนาดนี้ อาจจะต้องทนก็ตามก็ถือว่าอดทนจริงๆ ทางที่จะไปหาคนที่ดีกว่านี้ก็มี แต่ก็ดูแลฉันมาตลอด จนกระทั่งตอนนี้ ไม่เคยทิ้งฉันเลย ขอบคุณจริงๆ

 

หม่อนแกเป็นคนแรกที่บอกฉันบอกว่าฉันควรจะดีใจการที่เกิดมาเป็นแบบนี้ให้ถือว่าเป็นพรสวรรค์ที่สามารถคัดใครสักคนเข้ามาในชิวิต ถ้าคนๆนั้นรักฉันได้ในแบบที่ฉันเป็น ฉันน่าจะเป็นคนที่น่าอิจฉากว่าผู้หญิงปกติทั่วไปซะอีก เพราะขนาดคิดว่าตัวเองไม่ปกติก็ยังมีคนมารักเลย และหากใครที่มันไม่รักแบบที่ฉันเป็นรับไม่ได้ คนๆนั้นก็ไม่สมควรและไม่คู่ควรแม้กับใครเลย ขอบคุณนะแก ปลอบใจได้มีกำลังใจโคตรๆ

 

พี่ใหญ่ขอบคุณจริงๆ ที่ครั้งนึงเคยขอผู้หญิงไม่ปกติคนนี้แต่งงานทั้งๆ ที่รู้ว่าฉันเป็นแบบนี้ เหตุผลที่ขอแต่งงานวันนั้นคืออยากดูแลฉัน อย่างน้อยครั้งนึงก็ทำให้รู้ว่าการที่เป็นแบบนี้ ก็ยังมีคนที่อยากแต่งงานและดูแลกัน ก่อนหน้านั้นฉันไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลยแต่หลังจากที่รู้จักกันเธอทำให้ฉันมั่นใจในตัวเองมากขึ้น support และ เข้าใจในข้อจำกัดของปมด้อยที่ฉันสร้างขึ้นมาได้อย่างน่า amazing

ขอโทษและแอบเสียดายที่ไม่ได้ตอบตกลง ใหญ่คงโชคดีแล้วแหละที่ฉันไม่ตอบตกลงไปในวันนั้น J ดีใจด้วยกับชีวิตที่ดีกว่านะ วันนี้เธอไม่อยู่ดูแลฉันแล้วแต่ที่ผ่านมาฉันไม่มีทางลืมจ้ะ

 

มลไม่ขอพูดอะไรมาก ขอบคุณแกจริงๆ รู้ไว้ตรงนี้เลยแกเป็นส่วนนึงที่ทำให้ฉันกล้าลุกขึ้นมายอมรับความจริงมากกว่าที่เคยเป็นในวันนี้ ดีใจที่ได้รู้จักและเป็นเพื่อนแกนะ ^^

 

กิ้ก…แกเป็นคนล่าสุดที่ฉันเปิดใจทั้งหมด และขอบคุณสำหรับกำลังใจที่บอกว่า ถึงจะเป็นแบบนี้แต่อย่างน้อยพระเจ้าก็ยังให้แกเกิดมาหน้าตาน่ารักนะ ฮ่าๆๆ ชอบๆ จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ปลอบได้ฮาดี ขอรับไว้เป็นคำชม

 

สุดท้ายนี้ ฉันขอให้กำลังใจตัวเองและคนอื่นๆ ที่คิดว่าตัวเองกำลังแย่ ฉันจะไม่บอกหรอกว่าให้มองคนอื่นที่แย่กว่าเรา เพราะฉันเข้าใจได้ดีว่า เรามักคิดว่าเรื่องที่เราเจอมันยิ่งใหญ่กว่าคนอื่นอยู่แล้ว ดังนั้นแค่มองว่า มีคนที่เค้าท้อ และรู้สึกแย่เป็นเพื่อนเท่าั้นั้นก็น่าจะพอแล้ว สู้ๆ ค่ะ

 

สำหรับใครที่เป็นอาการและโรคเดียวกับฉััน ขอให้ทางการแพทย์สามารถหาสาเหตุเจอและรักษาพวกเราได้นะ สาธุ ^^

 

 

“Once you visited Sydney, you will never come back”

ฉันได้ยินประโยคนี้จากนายฝรั่งของฉัน เป็นชาวเยอรมัน..วันที่เค้าบอกกับฉันนั้น ฉันถึงกับอึ้งไปและคิดว่า มันช่างเป็นคำพูดที่โดนใจฉันมากที่สุดในโลก

เมื่อปี 2002 ฉันมีโอกาสได้ไปเรียนภาษาที่  Institute of Languages of UNSW (http://www.lang.unsw.edu.au/) สำหรับคนที่อยากไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย นีเป็นอีกที่หนึ่งเลยที่ฉันขอแนะนำ

จากนั้นทุกครั้งที่มีโอกาสฉันก็ไม่เคยเบื่อเลยที่จะไปที่นั่นซ้ำแล้วซ้ำอีก ร่วม 10 ครั้งด้วยกัน ทุกครั้งที่ก้าวเท้าแตะพื้นที่สนามบิน  Kingsford Smith International Airport ฉันจะต้องยิ้มออกมาเองโดยอัตโนมัติ และส่วนมากฉันจะอยู่คนเดียวเสมอ ใครอาจจะมองว่าฉันบ้า ต่อด้วยการเดินออกมาเรียก taxi และทุกครั้งเช่นกันฉันสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเต็มที่และบอกกับตัวเองว่า ถึงแล้ว ฉันมาถึงแล้ว Sydney..นี่แหละ Sydney อากาศที่ฉันกำลังหายใจเข้าไปคืออากาศใน sydney นะ

ฉันรู้สึกแบบนั้นทุกครั้งจริงๆ ฉันรัก Sydney แบบไม่รู้ตัว..ดีใจ และจะสะดุดหูทุกครั้งที่มีใครเอ่ยถึง Sydney

เล่าเฉยๆ อาจไม่เห็นภาพ ฉันขอแชร์ภาพความประทับใจที่ฉันมีเลยละกัน เป็นภาพที่ฉันถ่ายเองนะ บางภาพที่เอามาจากเวบอื่นก็จะบอกนะ.. อาจไม่สวยเท่าไหร่ แฮ่ๆ

 

  • ภาพนี้ฉันถ่ายเองตอนก่อนเครื่องจะ land ที่สนามบิน Kingford Smith เวลาเกือบจะ 6 โมงเช้า (มีใครบางคนบอกฉันว่า คนที่ถ่ายรูปท้องฟ้าจากเครื่องบินเนี่ย เป็นคนโรแมนติก…ฉันไม่รู้ว่าจริงมั้ย? )

 

  • นี่คือ Sydney Opera House ภาษาไทยเรียกว่าอะไร รู้มั้ย …โรงอุปรากรซิดนีย์

 

ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโรงอุปรากรซิดนีย์กันสักนิด (จาก wikipedia ค่ะ) ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวเดนมาร์กชื่อยอน อุตซอน (Jørn Utzon) ในตอนนี้ UNESCO ได้รับลงทะเบียนให้ Sydney Opera House เป็นมรดกโลกไปแล้วค่ะ 

  • ภาพนี้ถ่ายตอนนั่งเรือ furry ชมวิวคนเดียว…ชอบจัง

 

  •  Sydney Harbour Bridge และอีกภาพ คือ ฉันเกบบรรยากาศใต้ harbour bridge

 

  •  ภาพในเมือง AMP Tower และ Town Hall

 

  • ฉันชอบป้ายนี้จัง บอกไม่ถูก ไม่รู้ทำไม..บอกว่าอะไรไปทางไหน จุดที่ฉันยืนอยู่ตรงนี้เรียกว่า Circular Quay ต้องขอบอกว่า มันอ่านว่า เซอ-คู-ล่า-คี นะ อย่าอ่านว่า เควย์ เป็นอันขาด เพราะตอนแรกฉันก้เข้าใจว่าอ่านแบบนั้น

เมื่อไหรก็ตามที่มา Circular Quay ขอบอกว่า อย่าลืมและไปที่ร้าน Pancake on The rock (http://www.pancakesontherocks.com.au/home) ฉันคนนึงแหละที่ไป sydney ทีไรต้องไปนั่งหม่ำๆ ที่ร้านนี้ทุกครั้ง ข้อดีคือ เปิดตลอด 24 ชม นั่นเอง แถมยังอาหย่อยด้วย จานใหญ่ด้วย…ดูจากในรูปได้เลยค่ะ

แต่เข้าไปดูบรรยากาศและเมนูที่น่าสนใจได้เพิ่มเติมที่ http://pancakesontherocks.com.au

พูดถึงชื่อสถานที่เนี่ยทำให้นึกถึงอีกที่นึงที่ขึ้นชื่อของ ออสเตรเลีย นั่นก็คือ Bondi Beach เป็นอีกที่ที่ใครไม่รู้มักจะอ่านว่า บอน-ดิ-บีช จริงๆ แล้วมันอ่านว่า บอน-ได นะ (BOND-eye)

นี่แหละ Bondi Beach..ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Bondi_Beach

แต่บอกตรงๆ ว่าฉันเฉยๆ กับหาดนี้นะ ไม่เท่าไหร่ ฉันว่าคนเยอะน่ะ ฉันชอบ Coogee Beach มากกว่า

Coogee Surf Club

…ทั้งหมดนี้เป็นความประทับใจส่วนตัว

ทุกอย่างมันลงตัวกับฉัน..อากาศที่ไม่หนาวเกินไป อยากไปทะเลเมื่อไหร่ก็นั่งรถไปแค่ 15 นาทีก็ถึง การเดินทางสะดวก รถเมล์มาตรงเวลา..

มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับฉันที่นั่น ได้เจอเพื่อนที่น่ารัก มีความทรงจำหลายอย่างที่ดีเกิดขึ้นที่นี่ มิตรภาพและประสบการณ์ที่ไม่มีวันหาได้จากที่ไหน

ฉันว่ามันใช่เสียยิ่งกว่าใช่กับคำกล่าวที่บอกว่า

“Once you visited Sydney, you will never come back”

นี่ก็เข้าปีที่ 7 แล้วที่ฉันกลับมา แต่ทว่า…I left My Heart In Sydney…

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ

ขอขอบคุณ……พ่อกับแม่ของฉันใจดีให้โอกาสฉันไปสัมผัสประสบการณ์ครั้งนี้ มันยิ่งใหญ่จริงๆ

ขอขอบคุณ…….พี่ใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ดีที่สุดในชิวิตฉัน เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันรักที่จะเก็บความทรงจำด้วยภาพถ่ายตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ขอบคุณที่ทำให้เรื่องราวดีๆ ของฉันใน sydney เกิดขึ้นได้อีกนับครั้งไม่ถ้วนจริงๆ

ขอขอบคุณ……เพื่อนๆ ทุกคนที่ช่วยสร้างความทรงจำที่ดีค่ะ

 

เช้าวันเสาร์..ฉันลืมตาตื่นขึ้นมา รู้สึกได้ถึง Energy ในร่างกายที่มันลดน้อยไปกว่าทุกๆ วัน แม้วันนี้จะไม่ใช่วันทำงานก็ตาม นอนมองเพดานห้องตัวเองอยู่สักพัก คิดย้อนเรื่องราวต่างๆในชีวิตที่เกิดขึ้นกับฉัน ทำไมมันเศร้านักเนี่ย ฉันไม่เข้าใจ อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว แล้วก็มีก้อนเมฆแห่งความคิดลอยขึ้นมาบนหัวของฉัน ในนั้นมีคำว่า “ทะเล”

ฉันมีแรงลุกขึ้นมาทันที ไปอาบน้ำแต่งตัวและเก็บกระเป๋า สตาร์ทรถออกไปแบบไร้จุดหมายจริงๆ คิดแต่ว่าไปทะเล ไปทะเล ระยองละกัน..ฉันมุ่งหน้าวิ่งเส้นมอเตอร์เวย์ไปเรื่อย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไปต่างจังหวัดคนเดียว ขับรถออกต่างจังหวัดเป็นครั้งแรกคนเดียว..ไม่รู้จักทางด้วย อาศัยโทรถามรุ่นพี่ที่เค้าอยู่ระยองคนนึงไปตลอดทาง รุ่นพี่คนที่ว่านี้เค้าเป็นคนหาที่พักให้ฉัน ฉันรู้แค่ว่าอยู่หาดแม่รำพึง ในใจคิดแต่ว่านอนที่ไหนก็เอาเหอะ อยากหลบไปพักคนเดียวจริงๆ

ขับไปเรื่อยๆ จนเข้าตัวเมืองระยอง เพื่อไปเจอรุ่นพี่คนนี้ก่อน ตอนแรกฉันก็นึกว่าเค้าจะพาฉันไป เปล่าเลยเค้าเอาเจ้าเครื่อง Hi-tech ใส่ไว้ในรถให้ฉัน มันคือ GPS Navigator นั่นเอง..นี่เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ฉันได้สัมผัสเครื่องนี้ (ต้องบอกว่าทริปนี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบสองปีที่แล้วนะ) เพิ่งรู้ว่ามันเจ๋งขนาดไหน มันพูดได้ด้วย มันบอกทางละเอียดยิบ ..

อีก 5 เมตรเลี้ยวซ้าย..เลี้ยวซ้าย ตุ๊ง!!” ฉันมัวแต่ตื่นเต้นไปกับการบอกทางของเจ้าเครื่องบอกทางพูดไทยได้จนถึงที่หมายโดยไม่รู้ตัว..

ระหว่างทางที่ผ่านมา สองข้างทางมืดและแคบไปหมด (GPS มักจะพาเราไปทางลัดที่สุดเสมอ..มันไม่สนหรอกว่าทางนั่นจะเปลี่ยว แคบแค่ไหน)

ถึงแล้ว Ohana..ตอนนั้นมืดแล้ว..พอเห็นบ้านพัก ฉันหายเหนื่อย ลืมไปเลยว่ามาคนเดียว ขับรถมาเหนื่อยแค่ไหน กับการเดินทางคนเดียวครั้งแรกของฉัน..มาดูกัน

  

บ้านพักในรีสอร์ท หลังนึงพักได้ประมาณ สองสามคน มีสระว่ายน้ำอยู่ตรงกลางและมีบ้านรายรอบ ประมาณ 10 หลัง

\ 

ภายในบ้านพัก..น่ารักดี

 

ห้องน้ำส่วนที่อยู่ด้านใน

 

นี่แหละที่ชอบที่สุด ห้องน้ำส่วนที่เป็น open air..

 

  

 ชอบมากๆ ดูแบบตอนกลางวันบ้างนะ..เวลาอาบนี่ รู้สึกได้ว่าหวิวๆ ลมโชยมาก

 

ก็ไม่ได้ไปคนเดียวซะทีเดียว.. นี่คือ Rachell เพื่อนร่วมทางทริปนี้ ^^

 

 บรรยากาศริมชายหาดแม่รำพึงตอนเช้าตรู่ มีแสงแดดอ่อนๆ ลมพัดเย็นสบายจัง

อาจจะดูเหงาๆ แต่ มันรู้สึกได้ว่าได้พักผ่อนเต็มที่ ใช้เวลาอยู่กับตัวเองจริงๆ

ไม่น่าเชื่อว่าหลบไปพักแบบนี้ ช่วยได้เยอะเลย

 ทริปนี้ขอยกเครดิตให้ Ohana Resort ขอบคุณจ้าของรีสอร์ทด้วย น่ารักมากๆ เป็นกันเอง รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปดูกันได้ ภาพสวยกว่าด้วย ที่ http://www.ohana-resort.com/ ค่ะ

 

 

ทุกคืนวันอังคาร..หลังเลิกงานฉันจะไปรับแม่จากศูนย์นั่งสมาธิใกล้บ้านเสมอ

วันนี้ก้อเป็นอีกวันที่ทำแบบนั้น แต่ หลังจากที่ส่งแม่ที่บ้านแล้ว..

แม่ หนูเอาของไปให้เพื่อน เดี๋ยวมานะ”

ฉันขับรถออกมาจากบ้านด้วยรอยยิ้มและหัวใจพองโต นึกถึงถุงของขวัญที่ห่อมันเองกับมือ และเค้ก iberry ชิ้นน้อยที่บรรจงปักเทียนไว้เล่มนึงตรงกลาง วางอยู่ข้างเบาะคนขับ ฉันกำลังจะไป surprise เพื่อนคนนึงของฉัน ต้องเรียกว่าเพื่อน..เพราะสถานะตอนนี้มันเป็นแบบนั้นนี่นา

ย้อนรอยหน่อยฉันถูกเปลี่ยนสถานะมาเป็นเพื่อนกับเค้าได้เพียง  38 วัน ด้วยเหตุผลที่ว่า เราไปกันไม่ได้ สถานะฉันกับเค้าจึงกลายเป็นแค่ เพื่อน..ฉันเองไม่ได้เป็นผู้หญิงที่เป็นประเภทว่าถ้าเลิกกับคนรักเก่าแล้วเราจะต้องไม่เจอกัน ไม่พูดกัน อีกอย่างเราลากันด้วยความเข้าใจ ที่ผ่านมาต้องยอมรับบางจุดที่เราอาจไม่เข้ากันจริงๆ ถึงแม้ฉันอาจไม่ได้อยากให้มันจบลงแบบนี้ก็ตาม แต่ฉันก็ทำใจยอมรับมันได้ บอกกับตัวเองว่า อย่างน้อยก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ เวลาใครถามว่าเลิกกันเพราะอะไรฉันมักตอบไปเลี่ยงๆ ว่า ฉันคงตอบอะไรไม่ได้มากกว่านี้ ถ้าอยากรู้ว่าจริงๆ เพราะอะไรคงต้องถามคนที่เดินจากฉันไปเอาเอง เค้าว่าฉันเป็นผู้หญิงไม่เรียบร้อย ไม่ได้เป็นแม่พลอย เป็นคนแรง จนได้รับฉายาอ้วนขี้วีน ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันเก้า ฉันดูเป็นผู้หญิงที่นิสัยแย่มากจนผู้ชานคนนึงรับไม่ได้ต้องเลิกไป

ต่อนะ..

ถึงที่หมาย..

โอ้ ดีใจจัง รถคันนั้นคุ้นตา เพราะฉันเคยได้นั่ง เคยได้ขับมันจอดอยู่หน้าบ้านตรงนั้น..ในบ้านไฟเปิด มีคนอยู่ มองเข้าไปเห็นแค่นั้น ไปหาที่จอดเพื่อเตรียมการ ว่าแต่ว่าเค้าคนนั้นอยู่บ้านรึเปล่า ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณเกือบ 4 ทุ่มแล้ว..จุดที่ฉันจอดรถอยู่นั้นเป็นจุดที่ถ้าไม่เดินมาดูก็ไม่เห็นฉัน แต่ฉันสามารถมองออกไปแล้วพอจะเห็นความเคลื่อนไหวใดๆ ได้บ้าง มีรถจอดหน้าฉันอยู่อีกสามคัน…ฉันได้มุมสงบเพื่อซ่อนตัว

ฉันพยายามติดต่อเพื่อนของฉัน 2-3 คนให้ช่วย โทรไปหาเค้า เพื่อถามว่า เค้าอยู่บ้านแน่ๆ รึเปล่า

แผนการ คือ.. กดกริ่งแต่ให้คนที่ลงมาเป็นเค้า ลงมาแล้วเจอ เค้กที่จุดเทียนทิ้งไว้หน้าบ้าน พร้อมกับของขวัญวางข้างๆ กัน แต่ฉันจะไม่อยู่ตรงนั้นนะ…ดูจากห่อของขวัญที่มันบอกความเป็นฉัน เค้าต้องรู้แน่ว่านี่ใครมาทำไว้ให้

กรรมของเวร … เพื่อนๆ ทั้งหลายไม่รับสายฉันเลยสักคนเดียว นั่นจึงทำให้ฉันกระสับกระส่าย ไม่รู้จะทำยังงัยเพื่อให้คนที่เดินออกมาเป็นเค้า ก็รอมันอยู่อย่างนั้น คิด คิด คิด ไม่อยากโทรเอง เดี๋ยวไม่เจ๋ง

ระหว่างกำลังคิดแผนสองนั้น..

ฟิ้ววว รถคันที่จอดอยู่หน้าบ้านนั้น ขับออกไปแล้ว

ฉันได้แต่ ………………………..

ฉันจะทำยังงัยดี มาถึงนี่แล้ว เค้าจะกลับมากี่โมง เอ แต่ในรถเหมือนไม่ได้มีแค่คนขับนะ..ว่าแต่ว่า คนขับล่ะใช่เค้ามั้ย แต่ก้อนะ..สูงติดเพดานรถขนาดนั้น คงเป็นเค้าแหละ

เอาล่ะ..ตัดสินใจโทรเข้าไป..ที่มือถือเค้า..

ตื้ดดดดดดดด….จนครั้งที่ 3 ( Busy…) กดสายเราทิ้ง

ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตอนที่คบกันเวลาเราโทรไปเค้าจะโทรกลับเสมอ อาจจะช้าหน่อย แต่ก้โทร เพราะเบอร์เค้าโทรหาเราฟรี

10 นาทีต่อมา…โทรอีกครั้งซิ…คราววนี้ไม่รับ ไม่กดทิ้ง

ในใจคิดว่า ถ้าเค้าออกไปข้างนอกแล้วอีกนานกว่าจะกลับ ฉันคงวางมันไว้หน้าบ้านอย่างนั้น แต่เมื่อไหร่เค้าจะกลับมาเจอ เค้กก็กลัวมีน้องหมาแถวนั้นมาเอาไปหม่ำ ของก็กลัวคนเดินผ่านแล้วจิ๊กไป

เค้ายังไม่โทรกลับมา..ฉันยังนั่งมองและรออยู่ที่เดิม

เกือบครึ่งชั่วโมงผ่านไป….

ฮ้า….มีรถเข้าซอยมาแล้ว ใช่เค้าจริงๆ ด้วย ทีนี้แหละ..เจอตัวเป็นๆไปเรย ยื่นให้ต่อหน้าเลยละกัน ไหนๆ ก็มาแล้วนี่

หมายเหตุ : ใครอาจจะคิดว่าฉันโง่และบ้า ทำแบบนั้น .. เลิกกันแล้ว ทำให้ทำไม…ฉันเพียงแค่คิดว่า ถึงแม้ฉันจะคบเค้ามาไม่นาน แต่เราไม่เคยได้เป่าเค้กวันเกิดด้วยกันเลย และจากนี้ไปคงไม่มีโอกาสแล้ว ต่อจากนี้ไปเราคงห่างกันไปเรื่อยๆ เหลือแต่ความเป็นเพื่อนที่ห่างกันจนกลายเป็นเพียงแค่ คนอื่น ถึงวันเกิดเค้าปีหน้า ฉันคงไม่ได้มีใจมากพอที่จะทำแบบนี้ได้..ดังนั้น ฉันเลือกทำในสิ่งที่ฉันอยากทำให้ และตั้งใจจะทำให้แบบนี้ตั้งแต่ตอนคบกันแล้ว…อีกอย่าง ฉันคบกับเค้าไม่นานเท่าไหร่กลัวว่าเค้าจะลืมฉันไปง่ายๆ กลัวไม่ถุกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์..ฉันอยากให้เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน จำแต่เรื่องที่ดีของฉันไว้นานๆ ยังอยากรู้สึกได้เสมอว่าเราไม่ได้ไม่รักกัน

5 ทุ่มกว่าแล้ว โทรศัพท์ฉันสั่น..โทรกลับมาแล้ว

ฉัน ฮาโหล

เค้า จ้า ว่างัย เป็นอะไรรึป่าว เกิดไรขึ้น เห็นโทรมาหลายที..

ฉัน ป่าวจ้ะ มะมีรายหรอก แล้วนี่อยู่ไหนล่ะจ้ะ

เค้า บ้านแหละจ้า โทดที เมื่อกี้ตอนที่โทรมาทีแรก กำลังเป่าเค้กกับที่บ้านอยู่ แล้วตอนที่สอง กำลังล้างจานเลย แต่นี่อ่ะ อยู่บนห้องแล้ว

ฉัน ออ หลอจ้ะ เอ แล้วนี่สะดวกมั้ย ลงมาข้างล่างหน่อยนะ

เค้า ห้ะ นี่ april fool day รึป่าวเนี่ย

ฉันได้แต่บอกว่าลงมาเถอะ เดี๋ยวก้อรู้เอง

เค้าเปิดประตูลงมาแล้ว..

ฉันนั่งอยู่บนรถ จุดเทียนรอ..เค้ามานั่งข้างรถฉันฝั่งคนขับที่ฉันนั่งอยู่ ฉันกดกระจกลงพร้อมกับยื่นเค้กพร้อมเทียนเล่มจิ๋วทีจุดแล้ว “Happy Birthday นะจ้ะ ขอให้มีความสุขจ้ะ เป่าเทียนได้เรยจ้า(ฉากนั้นฉันประทับใจจัง)

เค้าเป่าเทียนดับไปแล้ว กลิ่นควันเทียนลอยเข้ามาในรถฉัน หอมดีจัง เค้ายื่นมาลูบหัวฉัน และบอกว่า ขอบคุณมากนะค้าบ

แล้วฉันก็บอกเค้าว่ากลับละนะ มาแค่นี้แหละ แล้วก็ขับรถออกมา…มองไม่เห็นทางเลย น้ำตาเต็มตาไปหมด

เค้าโทรเข้ามาหาฉัน ขอบคุณอีกครั้ง..ฉันตอบไปว่า ไม่เป็นไร ได้แต่ถามไปว่า

เมื่อกี้ออกไปไหนมาเหรอ?” ฉันถาม

เค้าตอบฉันด้วยคำถามกลับมา….นี่มารอนานแล้วหลอ ตั้งแต่กี่โมง?”

ฉันเลยบอกไปว่า มานานแล้ว ถึงได้ถามไง ว่าออกไปไหนมาเหรอ แต่ตอนนั้นตอบว่า เป่าเค้กอยู่กับที่บ้านนี่นา ก็เพราะว่าเห็นว่าออกไปข้างนอก ถึงได้โทร เพราะไม่รู้ว่าจะกลับมากี่โมง ทำไมต้องโกหกกันด้วย บอกกันตรงๆ ก็ได้

ออกไปแถวนี้น่ะแหละเค้าตอบ

ไปส่งใครเหรอ?” ฉันถามไปตามที่เห็น

ก็เห็นแล้วนี่เค้าตอบ

ออ ไม่รู้หรอกฉันบอกเค้า

คนนี้มาทางพ่อกับแม่น่ะ พ่อแม่เชียร์มากเลยนะเค้าตอบแบบอึกอัก

นี่มันคือคำตอบของเรื่องทั้งหมดใช่มั้ย ฉันเข้าใจแล้วทุกอย่าง เป็นไปตามที่คิดไว้จริงๆ คำว่าไปกันไม่ได้ มันไม่ใช่หรอกฉันตอบ

มันไม่ใช่แบบนั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดทุกอย่างหรอก แล้วก็ยังยืนยันได้เต็มปากเต็มคำว่า ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ใช่แฟน เค้ามาทางพ่อกับแม่จริงๆเค้าบอกฉัน

ฉันไม่ต้องการรับรู้อะไรอีกแล้ว ทุกอย่างมันคือคำตอบในตัวมันเอง

ฉันมากะว่าจะทำเซอไพรส์ให้เค้า ผลบุญมันส่งรวดเร็วทันใจดีจังฉันก้อได้รับ Big Surprised เช่นกัน

ขอบคุณวันนี้จริงๆ ฝรั่งเค้าเรียกที่ 1 เมษายน ว่าวัน “April Fool’s Day”  แต่อย่างน้อย ฉันก็คงไม่ต้อง FOOL Everyday อีกต่อไปแล้ว..

กระจ่างแล้วกับคำว่า เข้ากันไม่ได้..หาย งง ซักทีนะเรา ใครถามฉันจะมีคำตอบที่ตัวเองก็พอตอบได้แล้ว

ฉันไม่ชอบ ข้ออ้างนั่น…และ…การโกหก

ขอบคุณนะ “APRIL FOOL’S DAY”